Loading...

บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สมองเสื่อมเกิดจากอะไร


สมองเสื่อมเกิดจากอะไร

ในอดีต เรามักเชื่อกันว่า อาการหลงลืมในผู้สูงอายุ เป็นเรื่องปกติของคนที่มีอายุมากขึ้น เป็นการหลงลืมตามวัยยิ่งมีอายุมากขึ้น ก็จะยิ่งหลงมากขึ้น แต่ความเชื่อดังกล่าวไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด ยังมีผู้ป่วยอีกส่วนที่มีอาการสมองเสื่อม ซึ่งเกิดจากทำงานของสมองใหญ่ผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการประกอบกิจวัตรประจำวัน รวมทั้งพฤติกรรม บุคลิกภาพ และอารมณ์

เราจำแนกกลุ่มอาการของความจำบกพร่อง ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

อาการหลงลืมตามวัย (Mild Cognitive Impairment) เป็นอาการหลงลืมเล็กๆ น้อยๆที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เช่น การลืมของทิ้งไว้แล้วจำไม่ได้ว่าลืมไว้ที่ใด หรือจำชื่อบุคคลที่ไม่คุ้นเคยหรือ ไม่ได้พบบ่อยไม่ได้ เป็นต้น พบว่าในกลุ่มนี้ ส่วนหนึ่ง จะเปลี่ยนแปลงเป็นอาการสมองเสื่อมได้
อาการสมองเสื่อม (Dementia) เป็นการ หลงลืมที่มีการทำงานของสมองส่วนนอกเหนือจากความจำผิดปกติไปด้วย ทำให้มีผลต่อการประกอบกิจวัตรประจำวัน ซึ่งภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ และจะมีอาการเพิ่มขึ้นเป็นหลายๆ เดือน ถึงหลายๆ ปี





อาการที่เห็นเด่นชัดในผู้ป่วยสมองเสื่อม

มีความบกพร่องในการรับรู้ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่สามารถจดจำคำพูดระหว่างการสนทนา
มีความบกพร่องในการใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน นึกชื่อสิ่งของไม่ออก ผิดปกติในการเรียกชื่อคน และสิ่งของ พูดไม่เป็น ประโยค หรือขาดความต่อเนื่อง
มีความบกพร่องในการประกอบกิจวัตร และกิจกรรมประจำวัน ไม่สามารถทำกิจวัตรที่เคยทำเป็นประจำได้ จนในที่สุด จะมีลักษณะ กลับไปเป็นเหมือนเด็กๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
มีบุคลิกภาพ พฤติกรรม และอารมณ์ที่ผิดแปลกไปจากเดิม อาจกลายเป็นคนเฉยเมย ไม่กระตือรือร้น โมโหฉุนเฉียวง่าย ทำอะไรซ้ำซาก
มีอาการนอนไม่ค่อยหลับ ระยะท้ายๆ อาจมีอาการทางจิต เช่น ภาพหลอน หรือหลงผิด เป็นต้น
สาเหตุของกลุ่มอาการสมองเสื่อม

สาเหตุของกลุ่มอาการสมองเสื่อมมีหลายสาเหตุ ทั้งที่รักษาได้ ชะลออาการ หรือยังไม่สามารถหาวิธี พบว่าประมาณ 5 % ของผู้ป่วยที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับความจำ เป็นกลุ่มที่มีสามารถรักษาหายจากอาการดังกล่าวได้ โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยกลุ่มนี้  หายเป็นปกติหลังจากได้รับการ รักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มซึ่งยังไม่สามารถรักษาให้หายหรือดีขึ้นได้ในปัจจุบัน ซึ่งในกลุ่มนี้สาเหตุใหญ่ มากกว่า 65 % เกิดจากโรคหรือกลุ่มอาการที่มีชื่อว่า “อัลไซเมอร์” (Alzheimer’s Disease) ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ จะมีความผิดปกติอย่างช้าๆ เป็นเวลาหลายปี ทำให้ญาติที่ใกล้ชิดบอกระยะเวลาแน่ชัดไม่ได้ว่า เกิดขึ้นเมื่อใด และส่วนใหญ่ยังมีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ปกติ



ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์

การสูงอายุ  พบว่าส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และพบว่ายิ่งมีอายมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง โดยเฉลี่ยผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะพบว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้ 2 เท่าในทุกๆ อายุ 5 ปีขึ้นไป
ประวัติในครอบครัวและกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีญาติพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ จะมีภาวะเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
สิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมีการศึกษาค้นคว้ามากขึ้น ในเรื่องของมลภาวะและสารพิษที่อาจมีผลต่อการเกิดโรคนี้ แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัด แต่ข้อมูลจากการศึกษาระบาดวิทยาพบว่า ประชากรบางแห่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูงกว่าที่อื่นๆ ของโลก
ปัจจัยอื่นๆ  ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ซึ่งนำมาสู่การผลิตยาหรือสารอาหารบางอย่าง ซึ่งสร้างความเชื่อว่าจะช่วยรักษาชะลออาการหรือ ป้องกันภาวะสมองเสื่อม
ภาวะสมองเสื่อมเกิดได้หลายสาเหตุ บางสาเหตุเมื่อรักษาแต่เริ่มต้นก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ บางสาเหตุอาจป้องกันไม่ให้อาการทรุดลงได้ ส่วนในรายที่ไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้ญาติและผู้ป่วย ทราบถึงวิธีปฏิบัติตัวและข้อควรระวังต่างๆ เพื่อชะลออาการไม่ให้เลวลงกว่าที่ควรเป็น วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหรือการแทรกซ้อน รวมทั้งคำแนะนำต่างๆ ที่ญาติ และผู้ดูแลควรทราบเพื่อสนับสนุนให้การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ได้เข้าใจ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยและญาติ ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและปลอดภัย

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อันตรายจากเครื่องดื่มชูกำลัง

อันตรายจากเครื่องดื่มชูกำลัง


 เครื่องดื่มที่ให้พลังงาน หรือที่รู้จักกันว่า "เครื่องดื่มชูกำลัง" เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกมาอย่างช้านานแล้ว ซึ่งอย่างที่เห็น ๆ กันว่า หลายคนมักดื่มเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ให้พร้อมทำงานได้เต็มที่ หรือเติมพลังหลังออกกำลังกายมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่รู้หรือไม่ว่า...เครื่องดื่มที่ดูเหมือนให้ประโยชน์ชนิดนี้ ก็มีโทษต่อร่างกายเช่นกัน งั้นลองมาดูไปพร้อม ๆ กันสิว่า มันมีอันตรายกับเราอย่างไรบ้าง



 อันตรายจากสารคาเฟอีน

          เครื่องดื่มชูกำลัง มีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้นการเต้นของหัวใจ และกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ไม่ง่วงเหงาหาวนอน และรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่ผู้บริโภคหลายคนมักมองข้ามความสำคัญในเรื่องของปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มชนิดนี้ไปว่า หากดื่มมากจนเกินไป จะทำให้มีอาการกระสับกระส่าย, ใจสั่น และอาจนำไปสู่อันตรายที่ร้ายแรงมากกว่านี้จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

 มีปริมาณน้ำตาลมากเกินไป

          นอกจากมีคาเฟอีนมากแล้ว เครื่องดื่มชูกำลังยังเต็มไปด้วยน้ำตาลในรูปของ กลูโคส หรือเดกซ์โทรสอีกด้วย และสารจากน้ำตาลเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกมีพลังมากขึ้น ซึ่งถ้าดื่มในปริมาณที่พอเหมาะก็คงไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายเท่าไหร่ แต่ถ้ามัวเพลิดเพลินกับรสหวานในเครื่องดื่มมากจนเกินไปแล้วล่ะก็ ความอ้วน จะถามหาอย่างแน่นอนที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จนอาจกลายเป็นโรคเบาหวานได้ในที่สุด

 ติดเครื่องดื่มชูกำลังโดยไม่รู้ตัว

          นอกเหนือไปจากคาเฟอีน และน้ำตาลแล้ว เครื่องดื่มชูกำลังยังมีส่วนผสมของสารเคมี และสมุนไพรอีกหลายชนิดที่เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งสารเคมีและสมุนไพรบางชนิด มีส่วนทำให้ผู้ดื่มรู้สึกติดเครื่องดื่มชูกำลังนี้ได้ โดยสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นหัวใจจนทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ยิ่งถ้าผู้ดื่มเป็นโรคหัวใจอยู่ด้วยแล้ว หากดื่มบ่อย ๆ เข้า ก็อาจเกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

          นอกจากอันตรายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ดื่มยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอื่น ๆ จากการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังนี้อีกด้วย แม้ว่าอาจจะพบได้ยากก็ตามที เช่น ลมชักเฉียบพลัน, อาการใจสั่นมากผิดปกติ, อันตรายเกี่ยวกับตับ, ไตวาย หรือเด็กเกิดใหม่อาจมีอาการผิดปกติ อันเนื่องมาจากแม่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมากเกินไป จึงส่งผลกระทบมาถึงตัวเด็ก เป็นต้น

          เมื่อได้ทราบถึงโทษของเครื่องดื่มชูกำลังกันไปแล้ว หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ดื่ม หรือคิดจะดื่มได้ไม่มากก็น้อย อย่างไรแล้ว เราไม่ได้หมายความว่า เครื่องดื่มชนิดนี้จะก่อให้เกิดผลเสียซะทั้งหมด หากผู้บริโภคอ่านคำแนะนำ ศึกษาข้อมูล และดื่มในปริมาณที่เหมาะสม มันก็เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่เราได้ดีอยู่เหมือนกัน

ที่มา kapook

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

อาการคันตามผิวหนังเกิดจากอะไร

อาการคันตามผิวหนังเกิดจากอะไร


อาการคัน (เดลินิวส์)
โดย : นวพรรษ บุญชาญ

          อาการคันเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย เมื่อคันแล้วก็ต้องเกา ๆๆ แต่ใครจะรู้บ้างว่า อาการคันนั้นเกิดจากสาเหตุใดบ้าง

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า อาการคันเป็นความรู้สึกที่ผิวหนัง ยากที่จะอธิบายให้เข้าใจ บางครั้งคล้ายแมลงไต่ ทำให้รำคาญหงุดหงิด


          อาการคันเกิดที่ผิวหนังทั่วร่างกาย และเยื่อบุตา อาการคันจะมากหรือน้อยจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ผู้ป่วยที่เป็นโรคเดียวกันอาการคันจึงแตกต่างกัน แต่ละส่วนของร่างกายก็ไวต่ออาการคันต่างกัน ที่รุนแรงพบบริเวณรอบทวารหนัก รอบอวัยวะเพศ ช่องหู เปลือกตาและช่องจมูก ในแต่ละส่วนของร่างกายมีความไวต่ออาการคันต่างกัน ดังนั้นโรคเดียวกันผื่นอยู่คนละแห่งก็จะคันต่างกัน

          ความรุนแรงของอาการคันในแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น สภาพจิต บุคคลซึ่งเคร่งเครียด วิตกกังวล อารมณ์อ่อนไหว ขี้กลัว โกรธง่าย จะมีอาการคันมากกว่าบุคคลซึ่งมีสภาพจิตปกติ

          เวลาและอุณหภูมิก็มีส่วน โดยกลางคืนจะคันมากกว่าเวลากลางวัน เพราะการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติในเวลากลางคืนเพิ่มขึ้น เป็นผลให้หลอดเลือดขยายตัวเป็นปัจจัยตัวกระตุ้นให้คัน และความอบอุ่นในเวลากลางคืน ยังทำให้สมองส่วนกลางซึ่งควบคุมความรู้สึกคันไวต่ออุณหภูมิที่ร้อนเพิ่มขึ้น ในผู้ป่วยซึ่งมีอาการคันในเวลากลางคืน มักเป็นโรคไม่ใช่สาเหตุจากด้านจิตใจ และโรคผิวหนังบางโรคผู้ป่วยจะเกาประมาณร้อยละ 10 ของเวลาหลับ

สาเหตุการเกิดอาการคัน มีดังนี้

           1.การเปลี่ยนแปลงชั้นผิวหนัง คันจากการสัมผัส สารระคาย หรือสารภูมิแพ้ สารใยแก้ว หนามและขนของแมลง พืชบางชนิดก็ทำให้คันได้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม อากาศร้อน ลมแรง อากาศหนาว อากาศแห้งก็เป็นปัจจัยทำให้ผิวหนังแห้ง และเกิดอาการคันตามมา

           2.คันจากโรคผิวหนัง โรคผิวหนังส่วนใหญ่จะมีอาการคันร่วมด้วย แต่ความรุนแรงจะขึ้นกับสภาพจิตและความไวของแต่ละบุคคล ผื่นคันเฉพาะที่พบบ่อย คือ ผื่นแพ้สัมผัส ผื่นแพ้ผิวหนัง กลาก ผื่นคันทั่วตัว เช่น ลมพิษ โรคหิด และ ผื่นคันไม่ทราบสาเหตุเฉพาะที่ เช่น ผื่นบริเวณอวัยวะเพศ และรอบทวารหนัก

           3.โรคแฝงในอวัยวะอื่น อาจพบรอยผื่นเกาทั่วตัวไม่พบลักษณะจำเพาะเจาะจงของโรคผิวหนัง อาการคันเป็นอาการที่นำมาพบแพทย์ เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคตับ โรคไต โรคโลหิตและมะเร็งต่าง ๆ ภาวะหมดประจำเดือน และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

           4.คันจากความผิดปกติของระบบปลายประสาท เช่น ปลายประสาทอักเสบจากโรคงูสวัด และเริมใน

           5.สาเหตุอื่น ๆ อาการคันอาจเกิดจากสารสื่อในสมองปรวนแปร และอาจเกิดจากปัญหาทางจิตใจ

          การรักษาผื่นคันในระยะเฉียบพลันอาจทุเลาด้วยความเย็น เช่น การอาบน้ำเย็น ประคบด้วยน้ำเย็น ยาทาคาลาไมด์ ควรทำด้วยความนุ่มนวล เพราะการขัดถูแรง ๆ ทำให้ผื่นเห่อได้ ในผู้ป่วยลมพิษถ้ามีอาการหายใจไม่สะดวกควรพบแพทย์

          ส่วนผื่นคันเรื้อรังต้องพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยโรค เช่น ผื่นคันทั่วตัวเรื้อรังชนิดคันมากที่สุด คือ โรคหิด มีลักษณะผื่นเฉพาะ เป็นตุ่มและรอยเกา ในบริเวณซอกนิ้ว รักแร้ หน้าผาก หน้าขา อัณฑะ และองคชาต คันมากในเวลากลางคืน และเป็นโรคติดต่อในผู้ใกล้ชิด ส่วนโรคผิวหนังอื่นที่มีผื่นทั่วตัวต้องวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้การรักษาต่อไป ในรายมีโรคภายในแฝง การตรวจร่างกายและทดสอบทางห้องปฏิบัติการก็จะวินิจฉัยโรคได้ และเมื่อรักษาโรคแฝงอาการคันจะทุเลาได้

          เมื่อเกิดผื่นคันอย่าตื่นตกใจ ผื่นผิวหนังร้อยละ 80 จะหายได้เอง ควรตั้งสติพิจารณาว่าเกิดจากสาเหตุใด และเมื่อหลีกเลี่ยงก็ยังไม่ทุเลาควรพบแพทย์ ส่วนการรักษาในเบื้องต้นเพื่อระงับอาการ คือ ประคบด้วยความเย็น รับประทานยาแก้แพ้คลอเฟนิรามีน ควรงดการใช้สบู่บริเวณคันเพราะระคายและทำให้ผิวแห้ง หลายท่านชอบใช้ยาหม่อง เมนโทลาทัม อาการคันลดลงได้แต่อาจเกิดปัญหาการระคายเคืองตามมา ส่วนการใช้ยาผงโรยอาจรู้สึกหาย คันเพราะแป้งทำให้เย็น แต่ด้วยยาฆ่าเชื้อในผงอาจทำให้แพ้ตามมาจึงไม่ควรใช้

          ถ้าคันแล้วยังไม่มีเวลาไปพบแพทย์จะทำอย่างไร ? หลายท่านอาจแนะนำว่าอย่าเกาซึ่งไม่ใช่ทางออก เพราะคันก็ต้องเกาจึงจะหายคัน แต่ควรเกาแบบมีสติ คือ เกาเบา ๆ ไม่ใช่เกาแบบรุนแรง ก็จะช่วยทุเลาอาการได้

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

สรรพคุณของอาหารญี่ปุ่น

สรรพคุณของอาหารญี่ปุ่น

ออกตัวก่อนผมเนี่ยเป็นคนที่ไม่เคยกินอาหารญี่ปุ่นเเล้วออกมาจากร้านเเล้วรู้สึกดีเลย เเต่รู้สึกว่าเสียดายเงินอย่างมากมาย เเต่เรื่องรสชาติกับความอร่อยนี่คนละเรื่อง


      สำหรับอาหารญี่ปุ่นที่เด่นๆ คือ ปลาและอาหารทะเลซึ่งเป็นแหล่งของโปรตีนที่ดีกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น
เพราะมีกรดไขมันจำเป็นคือโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยลด อัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังมีวิตามินและเกลือแร่มากมาย อีกทั้งในอาหารญี่ปุ่นยังมักใช้สาหร่ายเป็นส่วนประกอบหลักในอาหาร หลายๆ ชนิด เช่น ข้าวห่อสาหร่าย ราเมน สาหร่ายมี



คุณค่าทางโภชนาการมากมีทั้งโปรตีน ไอโอดีน และใยอาหารสูง จึงช่วยเรื่องการย่อยและระบบขับ ถ่าย ในขณะที่มีไขมันต่ำ ปัจจุบันจึงมีการสกัดสาหร่ายมาทำเป็นวุ้นหรืออาหารเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการ ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย ส่วนถั่วเหลืองก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของอาหารญี่ปุ่นไม่ว่าจะนำมาทำซุปเต้าเจี้ยว เต้าหู้หรือถั่วเหลืองหมักที่เรียกว่า นัตโตะ
ล้วนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพทั้งสิ้น ในเต้าหู้มีสารสำคัญหรือไฟโตรเอสโตรเจน ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยพบว่า สารนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม



ความลับของอาหารที่ทำให้สาวญี่ปุ่นอ่อนกว่าวัย
สาวญี่ปุ่นพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาหุ่นให้ดูดีผอมเพรียว  และนั่นเป็นความพยายามที่ไม่สูญเปล่า  ว่ากันว่าถ้าคุณทานอาหารญี่ปุ่นทุกวัน  ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับร่างกายของคุณในไม่ช้า  ทั้งนี้เพราะในอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ประกอบด้วยผัก  และปลา  ซึ่งมัไขมันต่ำมาก

                องค์การอนามัยโลกระบุว่า  สาวชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่า  มีอายุยืนมากที่สุด  และรักษาสุขภาพดีที่สุดในโลก  หลายปีที่ผ่านมาพวกเธอไม่เคยเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่ย  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในภูมิภาคอื่นพวกเธอมีอัตราการเป็นมะเร็งเต้านมและโรคหัวใจต่ำ  ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า  ปัจจัยสำคัญเป็นเพราะอาหาร

                การกินและรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น

                เริ่มต้นเคล็ดลับแบบโตเกี่ยวได้เสียแต่บัดนี้

                1. การนำเสนอเป็นกุญแจสำคัญ  เสริร์ฟอาหารแต่พอประมาณบนจานสวยๆ  ใบเล็ก  จะช่วยให้คุณประทับใจกับอาหาร  ผู้หญิงญี่ปุ่นยังยึดสุภาษิตที่ว่า  “ฮารา  ฮาซิ  บันเม”  ซึ่งหมายถึงทานให้อิ่มแค่ 80%

                2. เน้นปลา  ผัก  ข้าว  ถั่วเหลือง  และผลไม้  คิดถึงผักเป็นอาหารจานหลักไม่ใช่แค่เครื่องเคียง

                3. ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง  ข้าวกล้อง  งดขนทป้งขาว  มัฟฟิน  หรือขนทปังโรลต่างๆ

                4. ใช้น้ำมันเรพสีดอออยส์ (rapeseed  oil) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหาร  เป็นน้ำมันปรุงอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งของชาวญี่ปุ่น

                5. เปลี่ยนจากชาดั้งเดิมเดิมมาเป็นชาเขียว  จากการศึกษาพบว่า  ชาเขียวมีเคทชินโพลิฟินอลส์  ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นในเกิดการเผาผลาญแคลอรี่  นอกจากนี้ชาเขียวอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนต์  ซึ่งช่วยซะลอความแก่…ดื่มซะ

                6.  เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง  รูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นมักไม่หยุดนิ่ง  พวกเขาออกกำลังอยู่เป็นประจำ  ไม่ว่าจะเป็นการเดิน  ปั่นจักรยาน

                ที่มา : นิตยสาร  เคล็ดลับการกินเพื่อชีวิตที่ดีกว่า



ประโยชน์วาซาบิ

  หลายคนคงจะเคยลองลิ้มชิมรสกับ อาหารญี่ปุ่น กันบ้างแล้ว และหลายคนก็คงจะได้ลองสัมผัสกับความฉุนของเจ้า 'วาซาบิ' ที่ถือว่าเป็นเครื่องปรุงอย่างหนึ่งของ อาหารญี่ปุ่น กันแล้ว บางคนอาจจะหลงใหลในรสฉุนดังกล่าว บางคนอาจจะร้องยี้ แต่รู้หรือไม่คะว่า ใน 'วาซาบิ' ที่คุณเขี่ยให้ห่างเวลาทานอาหารญี่ปุ่นนั้น มีประโยชน์มากมาย ที่นอกจากจะช่วยทำให้โล่งจมูก และอาจช่วยป้องกัน โรคมะเร็งแล้ว ยังอาจจะช่วยป้องกันฟันผุได้ด้วย
นายฮิเดกิ มาซูดะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท โอกาวะ ผู้ผลิตเครื่องปรุงรส ของญี่ปุ่น กล่าวว่า สารประกอบทางเคมีในวาซาบิ นอกจากทำให้วาซาบิ มีรสชาติ และกลิ่นรุนแรงแล้ว ยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ โดยวาซาบิประกอบด้วย ไอโซทิโอไซยาเนตส์ ซึ่งนักวิจัยพบว่า สามารถยับยั้งการผลิตเอนไซม์ ที่มีส่วนสำคัญ ในการก่อตัวของ หินปูน ก่อนหน้านี้วาซาบิ เคยมีชื่อเสียงในเรื่องของการป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ลดความเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็ง และป้องกันโรคหอบหืด

โตชิโอะ ลิยาม่า หัวหน้าทีมวิจัยวาซาบิ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ระบุว่า วาซาบิมีผลในการฆ่าเชื้อโรค มันสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด และยังสามารถกำจัดพยาธิ อนิซาคิส (Anisakis) ที่อาศัยอยู่ในปลา เมื่อมันผ่านเข้าไปในระบบย่อยอาหารของมนุษย์

และผลการวิจัยล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบว่าวาซาบิ สามารถป้องกันฟันผุได้ แต่เนื่องจากผลการวิจัยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น นักวิจัยจึงเห็นว่า จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป เพื่อยืนยันในประสิทธิภาพของเครื่องปรุงรสชนิดนี้ และหากผลการทดลองยืนยันว่า ใช้ได้ผลดีกับมนุษย์ เราอาจจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวาซาบิอย่างกว้างขวาง รวมทั้งในรูปของยาสีฟัน แต่อาจจะต้องมีการ ปรับปรุงรสชาติใหม่

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากต้น คาโนลา (Canola) โดยนำส่วนโคนลำต้นที่มีความหนาออกมาใช้ แต่หลาย ๆ คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนรากของมัน เมื่อนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร วาซาบิจะมาในรูปของเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน รับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้แสบจมูกในระยะสั้น ๆ ก่อนที่รสชาติจะเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อม ทั้งขมทั้งหวานผสมกัน

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงรสที่ชาวญี่ปุ่นใช้กันมานานกว่าพันปี แต่เมื่อไม่นานนี้ มันกลายมาเป็นเครื่องปรุงยอดนิยมประจำโต๊ะอาหาร และกลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการทำครัวของชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และยังมีการค้นพบว่า ผู้ที่รับประทานปลาดิบพร้อมกับวาซาบิจะไม่ค่อยป่วยเป็นอะไร

อาหารญี่ปุ่นมีวาซาบิ อาหารแขกเติมผงกะหรี่ อาหารฝรั่งใส่มัสตาร์ด อาหารจีนใช้ขิงและพริกไทย ขณะที่อาหารไทยใช้กระเทียมและใบกระเพรามาช่วยสร้างรสเผ็ดร้อน แน่นอน…ทั้งหมดที่เอ่ยชื่อมามีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น ใครชอบแบบไหนสามารถเลือกได้ตามรสนิยม และสามารถเลือกได้ทุกแบบที่กล่าวมา ตามโอกาสที่เหมาะสม

อ้างอิงจาก http://www.pccl.ac.th

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

โรคนิ่วมีอาการอย่างไร

โรคนิ่วมีอาการอย่างไร


โรคนิ่วทางเดินปัสสาวะ เกิดจากร่างกายสร้างก้อนนิ่วแล้วอุดตันหรือติดค้างในระบบทางเดินปัสสาวะในระดับต่างๆ กัน เป็นต้นว่า



นิ่วในไต พบได้ที่กลีบไตหรือกรวยไต ขนาดอาจเล็กเท่าเม็ดถั่วหรือขนาดอาจโตมาก และแตกแขนงเป็นกิ่งหรือเหมือนเขากวาง

นิ่วในท่อไต พบได้ตลอดความยาวของท่อไต ขนาดตั้งแต่ 2 - 3 ม.ม. จนถึง 1 - 2 ซ.ม.
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ พบได้ในขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วจนถึงขนาด 1 - 2 กิโลกรัม
นิ่วในท่อปัสสาวะ

สาเหตุ



ตามที่ได้กล่าวมาคือ นิ่วเกิดจากร่างกายสร้างก้อนนิ่วแล้วอุดตันหรือติดค้างในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งก้อนนิ่วแต่ละชนิดประกอบด้วยสาร 1 - 3 ชนิด จับรวมกันเป็นผลึกนิ่ว และเรียกชื่อตามสารที่เป็นสารประกอบนั้น ๆ เช่น ก้อนนิ่วแคลเซี่ยม-ออกซาเลจ ก้อนนิ่วยูริก้า เป็นต้น

อาการของโรค - อาการสำคัญที่เกิดจากก้อนนิ่วอุดตันในทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ อาการปวดท้องบริเวณเอวหรือสีข้าง ลักษณะปวดบิดหรือปวดแน่นเป็นระยะ ๆ อย่างรุนแรง ในบางคนอาจปวดร้าวมาที่ท้องน้อย อัณฑะ หรือต้นขาด้วย อาการปวดนี้เกิดจากก้อนนิ่วอุดตันทำให้น้ำปัสสาวะคั่งอยู่ในท่อที่อยู่เหนือการอุดตันนั้น มีผลทำให้เกิดท่อไตโป่งพอง ไตบวม และ ปวดตรงเอวจากไตบวมนี้

อาการคลื่นไส้ อาเจียน มักจะเกิดร่วมกับอาการปวดท้อง บางคนรู้สึกหน้ามืด ใจสั่นจะเป็นลม
ปัสสาวะสีเข้ม สีเหมือนน้ำล้างเนื้อ หรือสีแดงเพราะมีเลือดปน เป็นผลจากก้อนนิ่วกรีดทำลายเนื้อเยื่อบุท่อ
อาการไข้ จากการอักเสบติดเชื้อ
ปัสสาวะมีเม็ดทราย เม็ดนิ่ว หลุดปนออกมา
ปัสสาวะสะดุด เหมือนมีอะไรค้างในท่อปัสสาวะ และปวดในท่อ

การรักษา

การรักษามีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตเป็นต้น เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางท่านอาจจะเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แต่บางท่านไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อนจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้น ๆ ในการรักษา


การรักษาทางยา เหมาะในรายที่เป็นนิ่วขนาดเล็กในไตหรือท่อไต ลักษณะกลม เรียบ มีอาการปวดไตน้อย ไม่อักเสบรุนแรง

การรักษาด้วยการสลายนิ่วด้วยเครื่อง SHOCKWAVE เหมาะสำหรับนิ่วในไต หรือ ท่อไตขนาดปานกลาง โตประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร

การรักษาด้วยการใช้กล้องส่อง เข้าไปคีบ ขบ กรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและท่อไต ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัด   สามารถสอดกล้องเข้าไปตามท่อปัสสาวะได้เลย

การรักษาด้วยการเจาะสีข้างเข้าไปในไตเพื่อส่องกล้องและกรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วขนาดปานกลาง และโตแบบไม่แตกแขนง

การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับนิ่วขนาดใหญ่ เช่น นิ่วเขากวางในไต นิ่วในท่อไตที่ติดแน่น ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบรุนแรงซึ่งต้องรีบขจัดนิ่วออก ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมมากแล้ว


วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

การว่ายน้ำมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

การว่ายน้ำมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร


ว่ายน้ำเพื่อสุขภาพ (Health Plus)

          เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง กระชับกล้ามเนื้อช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย คุณประโยชน์ทั้งหมดนี้หาได้จากสระว่ายน้ำ



          หากคุณกลัวข้อต่อบาดเจ็บขณะจ๊อกกิ้ง หรือไม่ชอบเต้นเร็ว ๆ จนเหงื่อหยดติ๋ง ๆ แบบแอโรบิก ถ้าเช่นนั้นว่ายน้ำคือคำตอบในการออกกำลังกายของคุณ ว่ายน้ำไม่เพียงช่วยให้ร่างกายฟิตแข็งแรงเท่านั้น หากยังช่วยให้คุณผ่อนคลาย ความเครียดที่สะสมมาตลอดวันถูกชะล้างให้มลายหายไปได้กับสายน้ำ ที่น่าทึ่งคือการว่ายน้ำไปกลับในสระ 2-3 รอบสามารถเปลี่ยนความคิดแง่ลบให้กลายเป็นการคิดบวกได้

 ทำไมต้องว่ายน้ำ

          การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น ช่วยเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก ผู้ที่ยังว่ายน้ำไม่เก่ง สามารถเกาะแผ่นช่วยว่ายน้ำ แต่ต้องว่ายน้ำต่อเนื่อง 15-20 นาที การว่ายน้ำเป็นประจำมีประโยชน์ดังต่อไปนี้



          ช่วยให้หัวใจแข็งแรง การว่ายน้ำทำให้หายใจแรงและเร็ว ซึ่งจะทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตและโลหิตไหลเวียนดี ช่วยให้ความดันโลหิตต่ำ

          กระชับกล้ามเนื้อ การว่ายน้ำช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและแข็งแกร่ง ดังนั้นจึงทำให้กล้ามเนื้อฟิตกระชับและหุ่นดี การว่ายน้ำช่วยกระชับกล้ามเนื้อสำคัญ ๆ อย่าง กล้ามเนื้อลำตัว กล้ามเนื้อช่วงไหล่ และต้นขาด้านหลัง งานวิจัยของสหรัฐฯ ระบุว่าเพราะแรงต้านทานในน้ำที่มีมากกว่าในอากาศ 10 เท่า จึงทำให้การว่ายน้ำสามารถเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น

          ถนอมข้อต่อ ข้อดีประการหนึ่งของการว่ายน้ำคือไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บข้อต่อที่รับน้ำหนัก แม้จะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้พละกำลังมากก็ตาม แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อข้อเข่า ข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง The Arthritis Research Campaign กล่าวว่า การว่ายน้ำเหมาะกับคนที่เป็นโรคข้ออักเสบหรือข้อเสื่อม เพราะได้บริหารข้อต่อ จึงช่วยลดอาการปวดข้อได้

          แต่เนื่องจากการว่ายน้ำไม่ใช่การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight bearing exercise) จึงไม่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน The National Osteoporosis Society แนะให้ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนออกกำลังกายด้วย การว่ายน้ำเป็นประจำควบคู่ไปกับการวิ่งเหยาะ ๆ หรือการกระโดด

          ช่วยให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่น ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะอย่างยิ่งกับคนวัย 40 ปีขึ้นไป เพราะช่วยให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่นขับไล่ความแข็งตึงของกล้ามเนื้อ เมื่ออายุมากขึ้น ข้อต่อจะติดกัน ซึ่งการว่ายน้ำช่วยให้ข้อต่อแยกห่างออกจากกัน

          ไล่ความเครียด เราทุกคนรู้กันดีว่าน้ำช่วยคืนความสดชื่น แค่หลับตาสักครู่และฟังเสียงน้ำกระทบขอบสระก็ทำให้จิตใจสดชื่นขึ้นได้ เมื่อว่ายน้ำเสร็จให้ผ่อนคลายด้วยการลอยตัวอยู่ในน้ำ แล้วคุณจะขึ้นจากสระด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

          ได้พบปะสังสรรค์ การว่ายน้ำเป็นกิจกรรมที่ทำให้ได้พบปะผู้คนแนะนำให้ไปว่ายน้ำกับเพื่อน จะได้สังสรรค์พูดคุย เพื่อเป็นการสร้างความท้าทายและช่วยกระตุ้นซึ่งกันและกัน




 ได้ประโยชน์สูงสุด

          สนุกกับการว่ายน้ำแล้ว อย่าลืมหาเวลาคุยกับผู้ฝึกสอนว่ายน้ำ ซึ่งจะช่วยแนะเทคนิคดี ๆ ในการว่ายน้ำ เพราะการว่ายน้ำผิดวิธีอาจทำให้กล้ามเนื้อไหล่และข้อต่อบาดเจ็บได้ ขณะที่การฝึกด้วยเทคนิคที่ถูกต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

          เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรว่ายน้ำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมง ขณะที่ท่าฟรีสไตล์ช่วยให้หัวใจสูบฉีดโลหิต จึงดีต่อหลอดเลือดหัวใจ ท่ากรรเชียงช่วยเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น และหากต้องการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทำให้สมองแจ่มใส แนะนำให้ว่ายท่าผีเสื้อ

 เสียค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน

          การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ประหยัด แค่เสียค่าสมาชิกไม่กี่บาทก็ลงสระได้แล้ว เพียงแค่ลงทุนซื้อชุดว่ายน้ำคุณภาพดีที่สวมใส่สบาย ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

          ของใช้อื่น ๆ ที่ควรนำติดตัวไปด้วยคือ แว่นกันน้ำ ซึ่งจะช่วยกันไม่ให้มาสคาร่าไหลเข้าตา โดยเฉพาะถ้าว่ายท่าฟรีสไตล์ หากสวมคอนแทคเลนส์ ควรถอดออกก่อนลงสระ เพราะอาจทำให้ตาติดเชื้อได้ ดังนั้นควรปรึกษาจักษุแพทย์เกี่ยวกับเรื่องแว่นกันน้ำ หรือสวมแว่นตาแทนเวลาลงสระ

          แน่นอนข้อเสียของการว่ายน้ำเป็นประจำก็มีเช่นกัน นั่นคือ ทำให้ผมเสียการพยายามว่ายน้ำโดยชุดคอเหนือน้ำเหมือนหงส์ วิธีนี้ถึงแม้จะช่วยไม่ให้ผมเสีย แต่อาจทำให้กลายเป็นโรคปวดคอแทน ลงทุนซื้อหมวกคลุมผม และใช้แชมพูที่เหมาะกับนักว่ายน้ำซึ่งช่วยป้องกันผมเสียจากคลอรีนดีกว่า

 จำไว้

          ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อหลอดเลือดหัวใจ ช่วยขจัดความเครียดเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับข้อต่อ ควรว่ายสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง แต่หากคุณเป็นคนไม่หยุดนิ่งและไม่ชอบความจำเจ ลองออกกำลังกายแบบแอโรบิกในน้ำ (aqua-aerobics) แค่มีชุดว่ายน้ำคุณภาพดีและแว่นกันน้ำสักอันก็เดินลงสระได้เลย

 ข้อควรระวัง

          ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีโรคผิวหนัง ไม่มีบาดแผล ไม่มีโรคหัวใจระยะอันตราย ไม่มีปัญหาเรื่องแพ้คลอรีน ไม่มีโรคเกี่ยวกับตา แก้วหู ทะลุ หรือการติดเชื้อในช่องหู

 สเตลลา แมทธิว..."สุขภาพดีเพราะว่ายน้ำ"

          "ฉันออกกำลังกายด้วยการจ๊อกกิ้งมานานหลายปี แต่พออายุมากขึ้น ก็เริ่มมีอาการปวดข้อ เพื่อนคนหนึ่งชวนดันให้ไปว่ายน้ำแทน แต่ฉันกลับกังวลไม่กล้าสวมชุดว่ายน้ำ ในที่สุดก็เลยเลือกลงสระรอบที่มีแต่เฉพาะผู้ใหญ่ ก็เลยไม่เป็นจุดสนใจของใคร แรก ๆ ว่ายไปได้แค่ 2 รอบก็หมดแรง ตอนนี้ฉันว่ายได้ 20 รอบ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง การว่ายน้ำทำให้ฉันลืมเรื่องเครียด ๆ ในที่ทำงานได้ ฉันรู้สึกว่าสะโพกและต้นขาดูกระชับมากขึ้น"

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

ผิวเเห้งเกิดจากอะไร

ผิวเเห้งเกิดจากอะไร

ช่วงนี้รู้สึกว่าผิวเเห้งยังไงไม่รู้นะครับโดยเฉพาะที่หน้าเนี่ยลอกสงสัยจะเย็นมากเเน่ๆ




      ผิวหนังที่แห้งแตก ทำให้เกิดอาการระคายเคือง คันและเกาจนเกิดแผลได้ เพราะฉะนั้นอาการผิวแห้งจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยนะคะ นอกจากจะผิวแห้งแลดูไม่สวย และเกิดอาการระคายเคืองไม่สบายผิวแล้ว หากเราคันจนต้องเกาบ่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้เสียบุคลิกภาพด้วยค่ะ เห็นข้อเสียของมันเยอะถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่มีใครอยากให้อาการผิวแห้งแตกเกิดขึ้นกับตัวเลยใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดูว่า เราจะดูแลผิวของเราอย่างไรไม่ให้มีอาการแห้งแตกเหล่านี้ดีกว่า



 1. อาบน้ำเย็นและใช้เวลาอาบน้ำให้น้อยลง

           หลังจากทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย หลาย ๆ คนคงฝันถึงการกลับบ้านอาบน้ำอุ่น ๆ ให้สบายตัว แต่เจ้าน้ำอุ่นและการอาบน้ำนานนี่แหละค่ะ ที่จะเป็นตัวการให้เกิดอาการผิวแห้ง เนื่องจากไปทำลายน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวหนังที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนเป็นการอาบน้ำที่อุณหภูมิธรรมดาจะดีกว่า หรือหากอยากอาบน้ำอุ่นจริง ๆ ก็ควรใช้เวลาอาบน้ำให้สั้นที่สุด และอย่าลืมใช้ครีมบำรุงผิวทุกครั้งหลังอาบน้ำ

 2. ใส่ใจกับอาการที่เกิดกับผิวหนังเมื่อใช้ยา

           ยาบางตัวมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการผิวแห้ง เช่น กลุ่มยาเรตินอยด์เพื่อรักษาสิว, แอนติฮิสทามีนรักษาอาการแพ้ และไดยูเรติกซึ่งรักษาอาการความดันเลือดสูง หากจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ อย่าลืมสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวดูด้วย ถ้าเกิดอาการผิวแห้งจนแตกลายและคัน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา ซึ่งแพทย์อาจให้ยาตัวอื่นที่ให้ผลการรักษาเหมือนกันมาแทน

 3. เลี่ยงการออกแดดและใช้ครีมกันแดดทุกครั้ง

           แม้จะทราบกันดีอยู่ว่า แสงแดดช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมได้ แต่นั่นก็ควรจะเป็นแสงแดดอุ่น ๆ ในยามเช้าหรือยามเย็นสำหรับแดดจ้าระหว่างช่วงวันนั้น มีแต่ทำให้ผิวไหม้และเกิดอาการผิวแห้ง เพราะฉะนั้นอย่าลืมทาครีมกันแดดที่มีค่า SFP15 เป็นอย่างต่ำทุกครั้งก่อนออกแดดนะคะ รวมถึงอย่าได้ไว้ใจวันที่ฟ้าครึ้ม หรือวันที่มีเมฆมาก เพราะถึงจะไม่มีแดด แต่รังสียูวีก็ยังสามารถทำลายผิวของเราได้อยู่ดี

 4. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน

           ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีส่วนผสมของสารป้องกัน และยับยั้งแบคทีเรีย หรือแอนติเซฟติก มักจะทำลายน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรมชาติ ทำให้ผิวแห้งได้ เพราฉะนั้นลองใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวสูตรอ่อนโยนจะดีกว่า

 5. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวก่อนที่ผิวจะแห้งสนิท

           การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขณะที่ผิวแห้งอยู่นั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในการบำรุงผิว สภาพผิวที่พร้อมได้รับการบำรุงคือผิวที่เปียกหมาด ๆ หลังการอาบน้ำ เพราะช่วงเวลานี้ผิวจะซึมซับความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด

 6. เลือกเส้นใยผ้าที่เหมาะกับผิว

           สำหรับที่ผู้ที่มีผิวแห้ง ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยขนสัตว์ เพราะจะยิ่งเพิ่มความระคายเคืองให้กับผิวของคุณ เนื้อผ้าที่เหมาะสมกับคนผิวแห้ง คือผ้าที่ทำจากเส้นใยฝ้ายหรือขนแคชเมียร์

 7. ปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิวแห้งจากกรรมพันธุ์

           อาการผิวหนังแห้งลายบางประเภทอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคผิวหนังเกล็ดปลา, โรคผิวดักแด้ หรือ อาการผิวแห้งแตกคันที่เป็นเรื้อรัง หากเกิดอาการเช่นนี้ ต้องเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาที่เหมาะสม

 8. งดสูบบุหรี่

           ในบุหรี่มีสารเคมี ที่สามารถทำลายผิวหนังทำให้ผิวหนังแห้งและซีดเหลือง รวมทั้งควันบุหรี่ยังแทรกซึมทำลายเส้นใยคอลลาเจน และอิลาสตินในผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นอีกด้วย

           อ่านจบแล้วอย่าลืมนำวิธีเหล่านี้ไปดูแลผิวพรรณของคุณด้วยนะคะ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า สาเหตุที่ทำให้เรามีอาการผิวแห้งล้วนแต่เป็นเรื่องใกล้ตัวทั้งนั้น เพราะฉะนั้นใส่ใจกับกิจกรรมในแต่ละวันของคุณสักนิด ปรับเปลี่ยนบางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอีกหน่อย คุณก็จะมีผิวสวย ๆ ได้แน่นอน

ของคุณบทความจาก kapook.com คลิปจาก youtube